วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจในอียิปต์



หุบผากษัตริย์ : สถานสถิตชั่วนิรันดร์แห่งวิญญาณฟาโรห์




            หุบผากษัตริย์ ( Valley of The King ) นั้นเป็นสถานที่ ๆ มีชื่อโด่งดัง เป็นบริเวณพื้นที่ตอนหนึ่งของภูเขาที่ตั้งอยู่เบื้องหลังธีเบส ( Thebes ) เป็นหมู่ภูเขาที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ ตรงข้ามกับลุกซอร์ (Luxor )และเต็มไปด้วยหน้าผาเล็ก ๆ ที่มีเนินเขาสลับซับซ้อน
            เมื่อก่อนย้อนหลังไป 1,700 ปีก่อน ค.ศ. พื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่อันเปล่าเปลี่ยวแห้งแล้ง ไม่มีผู้ใดมาอาศัยอยู่และไม่มีใครเอาใจใส่ แต่หลังจาก 1 , 700 ปีก่อนคริสตกาลมาไม่เท่าใด ชื่อเสียงของหุบผาแห่งนี้ก็กระเดื่องเลื่องลือ ไม่แพ้พื้นที่ ๆ โด่งดังทั้งหลายของไอยคุปต์ และถูกเรียกว่าหุบผากษัตริย์หรือสุสานของกษัตริย์หรือไบบาน เอล มูลุค (Biban EI Muluk ) จนรู้กันไปทั่ว
            ตามสภาพของพื้นที่ในหุบเขา ตั้งแต่พื้นที่ราบจะมีทางเดินลดเลี้ยวเข้าไปในหมู่เนินเขา เข้าไปสู่ที่สูงของหน้าผาคดเคี้ยวไปมา จนในที่สุดก็เลือนหายไปในหมู่เนิน อันเป็นที่ตั้งของสุสานกษัตริย์



กำเนิดอำนาจใหม่

            ยุคอียิปต์เก่าซึ่งย้อนไปได้ถึงราว 3,000 ปีก่อนคริสตกาล อาจกล่าวได้ว่าเป็นวันเวลาของปิรามิดขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านทอดเงาบนที่ ราบสูงแห่งกิซา โดยมีหมู่สุสานของเชื้อพระวงศ์และขุนนางคนสำคัญอยู่แทบเบื้องบาทของมันดั่ง จะประกาศอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์แห่งฟาโรห์ ผู้ปกครองอันสืบสายเลือดมาจากทวยเทพ

 
 
            ล่วงเลยมานับ พันปีให้หลัง อำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ล่มสลายลงด้วยความเสื่อมตามเงื่อนไขของกาลเวลาและการ รุกรานของฮิคโซส ชนเผ่าเร่ร่อนจากภายนอก จนกระทั่งเหล่าชนชั้นสูงแห่งนครธีบส์ได้ลุกขึ้นมาขับไล่เผ่าพวกฮิคโซสออกไป และรวบรวมอาณาจักรอียิปต์ขึ้นมาใหม่ เป็นสมัยที่นักอียิปต์วิทยาเรียกว่า สมัยอาณาจักรใหม่อันเป็นยุคที่อำนาจของชาวอียิปต์ถูกฟื้นฟูขึ้นมาอย่างสมเกียรติและแผ่ขยาย ออกไปไกลทีสุดในหน้าประวัติศาสตร์อียิปต์
            เพื่อตอกย้ำตัวตนของ อำนาจใหม่ที่อุบัติขึ้น เหล่าชนชั้นสูงแห่งธีบส์จึงได้เลือกสิ่งที่ต่างออกไปเพื่อแสดงพลังของพวกเขา และเพื่้อแสดงว่ายุคใหม่มาถึงแล้ว

 
            เนินเขาธีบัน (Theban Hills) นอกเมืองธีบส์ (ลักซอร์ในปัจจุบัน) บริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ ถูกปกคลุมด้วยเงาของยอดเขาอัล-คูร์น (al-Qurn) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในสมัยอียิปต์โบราณว่า ทา ดีฮีนต์ (ta dehent)” แปลว่า ยอดสูงสุดของภูเขา (The Peak) และเมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไปจากเนินเขาธีบัน ก็จะพบว่า อัล-คูร์นในวันนี้หรือทา ดีฮีนต์เมื่อวันวาน มีรูปลักษณ์ปิรามิดขนาดยักษ์ไม่มีผิด
            แม้จะต้องการ สร้างสิ่งใหม่ แต่ความคิดเรื่องโลกหลังความตายของเหล่าชนชั้นสูงแห่งธีบส์ก็ไม่ได้เปลี่ยน แปลงไปจากเดิมเท่าใดนัก พวกเขาอาจต้องการความยิ่งใหญ่เทียบเท่าวันที่ปิรามิดประกาศศักดา แต่สิ้นเปลืองน้อยลงเพราะเป็นช่วงเวลาที่ฟื้นฟูบ้านเมืองใหม่ สภาพภูมิประเทศบนเนินเขาธีบันซึ่งคล้ายคลึงกับหมู่สุสานบนที่ราบสูงกิซานอก อดีตนครหลวงเมมฟิสจึงอาจเป็นทางเลือกที่พวกเขาปรารถนา
            จากจุด ประสงค์ที่ต้องการใช้สภาพภูมิประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการก่อสร้างของ เหล่าสถาปนิกและวิศวกรในสมัยอาณาจักรอียิปต์ใหม่นี้เอง จึงกลายเป็นที่มาของเหตุผลว่าทำไม ฟาโรห์แห่งอียิปต์ในสมัยนี้จึงได้เลือกอาณาบริเวณนั้นเป็นที่สถิตแห่งลม หายใจเฮือกสุดท้ายของตน และเป็นจุดเริ่มต้นของหนึ่งในสุสานอันยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยก่อ สร้างมา อาณาบริเวณได้รับการขนานนามว่า หุบผากษัตริย์” (Valley of the Kings)


ก้าวแรกของหุบผากษัตริย์

            หุบผากษัตริย์ถูกใช้สำหรับ เป็นสถานที่ฝังศพอยู่ราว 500 กว่าปีโดยเริ่มตั้งแต่ 1,539 ปีก่อนคริสตกาลจนถึง 1075 ปีก่อนคริสตกาลในรัชสมัยของฟาโรห์รามเซสที่ 11 (Ramesses XI) มีสุสานในหุบเขาแห่งนี้อย่างน้อย 63 สุสาน
            จากเสียงสะท้อน ของปิรามิดในสมัยอาณาจักรเก่า เป็นเวลานับพันปีให้หลังที่สุสานหลวงแห่งแรกถูกสร้างขึ้นในบริเวณหุบผา กษัตริย์ บริเวณซึ่งตำแหน่งของมันถูกโดดเดี่ยวจากโลกภายนอกและพรั่งพร้อมด้วยเหล่าเม ดไจ (Medjai) หน่วยองครักษ์พิเศษที่ได้รับมอบหมายภารกิจให้พิทักษ์พื้นที่อันเป็นสุสา โดยจากหลักฐานเท่าที่พบเชื่อกันว่า สุสานหลวงแห่งแรกในหุบผากษัตริย์น่าจะเป็นของฟาโรห์ทุตโมสที่ 1 (Thutmose I) แห่งราชวงศ์ที่ 18
            แม้ชื่อจะ บ่งบอกว่าเป็นหุบเขาสำหรับบรรจุพระศพของฟาโรห์เท่านั้น แต่ในความจริงกลับมีสุสานของเหล่าผู้สูงศักดิ์มากมายอยู่ในหุบผากษัตริย์ ส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่องค์ฟาโรห์โปรดปราน อาทิ เชื้อพระวงศ์หรือขุนนางใกล้ชิดตลอดจนภรรยาและบุตรธิดาของพวกเขาเหล่านั้น ในรัชสมัยของฟาโรห์รามเซสที่ 1 (Ramesses I) ได้มีการก่อสร้างหุบผาราชินี (Valley of the Queens) เพื่อเป็นสุสานสำหรับราชินีโดยเฉพาะ แต่ถึงกระนั้นราชินีบางองค์ก็เลือกที่จะถูกฝังเคียงข้างพระสวามีในหุบผา กษัตริย์
            ในสมัยราชวงศ์ที่ 18 มีเพียงฟาโรห์เท่านั้นที่ได้สิทธิ์ในการสร้างสุสานขนาดใหญ่ในหุบผากษัตริย์ ผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์หรือไม่ หากต้องการถูกฝังที่นั่นจะได้รับอนุญาตเพียงสุสานขนาดเล็กซึ่งเกิดจากการขุด โพรงหินเท่านั้น และสุสานของคนเหล่านี้ก็จะอยู่ในตำแหน่งที่ปิดทางเข้าสุสานของฟาโรห์พระองค์ นั้นๆพอดี
            นับแต่รัชสมัยฟาโรห์ทุตโมสที่ 1 เป็นต้นมา ฟาโรห์ทุกพระองค์ในราชวงศ์ที่ 18 เลือกที่จะฝังพระองค์ในหุบผากษัตริย์ จนมาถึงรัชสมัยฟาโรห์เอเมนโฮเทปที่ 3 (Amenhotep III) ที่ได้ย้ายไปสร้างสุสานของพระองค์ในหุบเขาตะวันตก ตามมาด้วยโอรสของพระองค์คือฟาโรห์อัคเคนาเตน (Akhenaten) ได้สร้างสุสานของพระองค์ที่นครอาร์มานา ฟาโรห์ในราชวงศ์ที่ 18 กลับมาสร้างสุสานอีกครั้งในรัชสมัยของฟาโรห์ตุตันคามุน (Tutankhamun)
            เมื่อ ถึงสมัยราชวงศ์ที่ 19 และ 20 จำนวนสุสานในหุบผากษัตริย์ได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยของฟาโรห์ผู้มีโอรสมากอย่างฟาโรห์รามเซสที่ 2 และฟาโรห์รามเซสที่ 3 ซึ่งได้มีการก่อสร้างสุสานจำนวนมากในหุบผากษัตริย์ให้กับเหล่าโอรสของ พระองค์ อย่างไรก็ดี มีฟาโรห์ในช่วงเวลานี้บางพระองค์ไม่สร้างสุสานในหุบผากษัตริย์ อาทิ ฟาโรห์ทุตโมสที่ 2 (Thutmose II) เลือกสร้างสุสานของพระองค์ที่ ดราอาบู เอล-นาคา (Dra'' Abu el-Naga'') ซึ่งเป็นบริเวณสุสานของราชวงศ์ที่ 17



ที่มา:     http://www.touristport.com/valleyking.php
            http://www.tsacairo.com/content_id131.html

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น